

ปัญหาจากจากระบบจุดระเบิด อันเนื่องมาจากการใช้รถในหน้าฝน
สำหรับการใช้รถในหน้าฝนช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ที่ได้รับการโมดิฟาย ไม่ว่าจะเป็นการโมดิฟายฮาร์ดแวร์ (อัพเกรดระบบกรองอากาศ, อัพเกรดระบบเชื้อเพลิง, อัพเกรดชิ้นส่วนภายนอกและภายในเครื่องยนต์) หรือการโมดิฟายซอฟแวร์ (จูนกล่อง, รีแมป) อาจจะสังเกตเห็นถึงอาการของเครื่องยนต์ที่เปลี่ยนไป (ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หรือว่าเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง) โดยการเปลี่ยนแปลงที่เรากำลังพูดถึงนี้ มาจากสาเหตุที่ว่าอากาศที่นำเข้าเครื่องยนต์นั้น มี ‘ความชื้น’ ที่มากขึ้น ซึ่งผลที่เกิดขึ้นเมื่อเครื่องยนต์ได้หายใจเอาอากาศที่มีความชื้นเข้าไปนั้น จะมีทั้งผลดีและผลเสีย รวมไปถึงมีทั้งผลกระทบระยะสั้น และผลกระทบระยะยาว ซึ่งผลกระทบดังกล่าวนั้น ขึ้นอยู่กับว่าอากาศ ณ ขณะนั้น มีความชื้นมากน้อยเท่าใดนั่นเองครับ
เราจะมาเริ่มวิเคราะห์กันถึง ‘ผลดี’ อันเนื่องมาจากการนำอากาศที่ชื้นเข้าสู่เครื่องยนต์กันก่อนละกันครับ หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินเทคโนโลยี Water Injection จากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW กลยุทธ์โดยสรุปของเทคโยโลยี Water Injection นั่น เป็นการฉีดน้ำเข้าสู่ท่อร่วมไอดีโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดอุณหภูมิการสันดาป เป็นผลทำให้เทอร์โบสร้างแรงอัดอากาศ (หรือที่เรียกว่า ‘บูสต์’) ได้มากขึ้น ส่งผลให้สามารถแรงบิดและแรงม้าเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ

เทคโนโลยี Water Injection ของค่าย BMW
นอกจากนั้นแล้ว แน่นอนว่าการขับรถในหน้าฝนที่อากาศมีความชื้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือว่าอุณหภูมิเครื่องยนต์จะลดลงเนื่องจากว่าในอากาศมีโมเลกุลของน้ำมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการชิงจุดระเบิดของเครื่องยนต์เบนซินได้ในระดับหนึ่งครับ
และที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ก็คือ ‘ผลดี’ ที่เกิดจากความชื้นที่อยู่ในอากาศ ...อย่างไรก็ตามในบทความนี้ เราจะเน้นการวิเคราะห์ถึง ‘ผลเสีย’ ที่เกิดจากอากาศที่ชื้น เป็นต้นว่า เพราะเหตุใดอากาศที่ชื้นจึงทำให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง? โดยเราจะไปโฟกัสกันที่ ‘อาการ’ ของเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการขับขี่เมื่อมีฝนตก แล้วไปวิเคราะห์กันว่าอาการดังกลาวนั้น เกิดจากสาเหตุใดกันแน่?
1. อาการสตาร์ทยากขณะที่อากาศมีความชื้นสูง (Damp Hard Starting)
อาการสตาร์ทเครื่องยนต์ติดยากในขณะที่ฝนตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่เครื่องยนต์สตาร์ทติดยากในตอนเช้าหลังจากที่ฝนตกมาแล้วทั้งคืน โดยอาการในลักษณะนี้ สามารถสังเกตได้ว่าเครื่องยนต์ใช้เวลานานกว่าปกติในการสตาร์ท หรือบางครั้งนั้น ไม่สามาถติดเครื่องได้ตั้งแต่การสตาร์ทในครั้งแรก ส่วนสาเหตุโดยส่วนใหญ่สำหรับอาการนี้นั้น ก็มาจากระบบจุดระเบิดนั่นเองครับ
ชิ้นส่วนในระบบจุดระเบิดที่นำมาซึ่งปัญหาการสตาร์ทยากในขณะที่อากาศมีความชื้นสูง ก็คือ ‘คอยล์จุดระเบิด’ นั่นเองครับ โดยคอยล์จุดระเบิดนั้น ก็ถือเป็นชิ้นส่วนที่ต้องทำงานอยู่ภายใต้สภาวะที่โหดร้ายไม่แพ้กับหัวเทียน โดยต้องรับแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งในตัวคอยล์จุดระเบิดเองยังต้องมีการสร้างกระแสไฟฟ้าแรงดันสูงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้ภายในคอยล์จุดระเบิดมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิตลอดเวลา ซึ่งปัจจัยทั้งสองตัวที่ได้กล่าวมาก (การสั่นสะเทือนและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ) ทำให้คอยล์จุดระเบิดเกิดการเสื่อมสภาพไปตามอายุการใช้งาน จนในที่สุดก็เกิดความเสียหายเชิงกายภาพ ซึ่งจะปรากฏเป็น ‘รอยร้าว’ (หรือที่เรียกว่า Cracking) ที่บริเวณผิวภายนอกของคอยล์จุดระเบิด


เมื่อเกิดรอยร้าวขึ้นแล้ว รอยร้าวบนผิวของคอยล์จุดระเบิดนี้เองจะทำหน้าที่เป็นจุดสะสมความชื้น และความชื้นที่เกิดขึ้นจะลดทอนความสามารถในการสร้างกระแสไฟฟ้าแรงดันสูงเพื่อส่งต่อไปให้กับหัวเทียน ทำให้หัวเทียนไม่สามารถสร้างประกายไฟได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และส่งผลให้การจุดระเบิดเกิดขึ้นอย่างไม่สมบูรณ์ เป็นผลให้เครื่องยนต์ใช้เวลานานกว่าจะติดเครื่องได้ หรือบางครั้งต้องสตาร์ทหลายๆ ครั้ง เพื่อไล่ความชื้นออกจากคอยล์จุดระเบิดนั่นเองครับ
2. อาการเครื่องยนต์สะดุดเนื่องมาจากอากาศชื้น (Damp Coughing)
เนื่องจากว่าอากาศที่ชื้นนั้น มีปริมาณไอน้ำปะปนอยู่ และไอน้ำที่ล่องลอยอยู่ในอากาศนี้เอง จะทำตัวแย่งพื้นที่ของออกซิเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของการสันดาป ส่งผลให้ในการกระบวนการดูดอากาศของเครื่องยนต์ในสภาพอากาศที่ชื้นจัดหรือว่ามีฝนตกนั้น เครื่องยนต์จะได้รับออกซิเจนที่น้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น
เพราะฉะนั้นแล้ว ในขณะขับขี่ระหว่างที่ฝนตกนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เครื่องยนต์ยังไม่ร้อนจนถึงอุณหภูมิการทำงาน ถ้าหากว่าคอยล์เกิดการเสื่อมภาพ ส่งผลไม่สามารถจ่ายไฟแรงดังสูงให้กับหัวเทียนได้อย่างพอเพียง ประกอบกับว่าอากาศที่เครื่องยนต์ดูดเข้ามาในขณะนั้น มีปริมาณออกซิเจนที่น้อยลงเนื่องจากว่ามีปริมาณของไอน้ำเข้ามาแทนที่ จึงส่งผลให้เครื่องยนต์ไม่สามารถจุดระเบิดได้อย่างสมบูรณ์ หรือจุดติดเพียงบางส่วนของห้องเผาไหม้เท่านั้น ซึ่งเราเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า ‘มิสไฟร์ริ่ง’ (Misfiring) เป็นผลให้เครื่องยนต์มีอาการสะดุด ไม่ว่าจะเป็นช่วงรอบเดินเบาหรือว่าช่วงที่กำลังเร่งเครื่อง ส่วนความรุนแรงจะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่ประสิทธิภาพของระบบจุดระเบิด รวมไปถึงปริมาณของไอน้ำในอากาศ ณ ขณะนั้น

การเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์จะสังเกตได้จากควันไอเสียที่มีสีดำขึ้น
ถ้าหากว่าระบบจุดระเบิดไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และเกิดเครื่องยนต์เกิดอาการ ‘จุดไม่ติด’ อยู่บ่อยครั้ง ไอน้ำที่ถูกดูดเข้าไปในห้องเผาไหม้ จะไม่ถูกสันดาปแบบ 100% กล่าวคือจะมีไอน้ำบางส่วนหลงเหลือหลังจากการจุดระเบิด ซึ่งจะยังคงสภาพกึ่งของเหลว-กึ่งไอ และจะโดยแรงอัดจากกระบอกสูบ บังคับให้ไหลผ่านแหวนลูกสูบลงไปยังอ่างน้ำมันเครื่อง ซึ่งส่งผลเสียระยะยาวต่อคุณสมบัติของน้ำมันเครื่อง ทำให้น้ำมันเครื่องสูญเสียความสามารถในการหล่อลื่น และยังสูญเสียคุณสมบัติการนำความร้อนอีกด้วย
และนี่ก็คือปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อปล่อยปะละเลยที่จะตรวจสอบระบบจุดระเบิด ซึ่งถือเป็นสิ่งที่หลายๆ คนมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย โดยถ้าพูดถึงระบบจุดระเบิดแล้ว หลายๆ คนก็จะนึกถึงแต่การเปลี่ยนหัวเทียน-หรือ-อัพเกรดหัวเทียน หากแต่ลืมไปว่า ‘คอยล์จุดระเบิด’ นั้น เป็นชิ้นส่วนที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่าซะอีก เพราะถ้าหากว่าเราเลือกใช้แต่หัวเทียนดีๆ แพงๆ ...หากแต่ไม่ยอมที่อัพเกรดคอยล์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายไฟหัวเทียน ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเท่าไหร่นัก
ในปัจจุบันนั้น มีผลิตภัณฑ์ประเภทคอยล์จุดระเบิดมาให้เลือกใช้อย่างหลากหลายและตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอยล์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าคอยล์โรงงาน ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ เพื่อให้สามารถใช้น้ำมันได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด รวมไปถึงคอยล์สมรรถนะสูง ที่เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ได้ทำการโมดิฟายเครื่องยนต์เพิ่มเติม




ผลิตภัณฑ์ คอยล์แต่ง BMW ของ Dinan นอกจากจะเน้นเจาะตลาดหลุ่มลูกค้าสายแต่งซิ่งโมดิฟายเครื่องยนต์แล้ว ยังเหมาะสำหรับรถบ้านใช้งานโดยทั่วไป ซึ่งจุดเด่นของ คอยล์ Dinan ก็คือความยืดหยุ่นในการใช้งาน ไม่ว่าจะนำไปใส่รถแข่งหรือรถบ้าน ก็สามารถเพิ่มสมรรถนะได้โดยที่ไม่มีผลเสียใดๆ ต่อเครื่องยนต์ (สำหรับบางประเทศ ประกันไม่ขาดด้วยครับ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกใช้แรงม้าจากเครื่องยนต์ให้ได้ครบทุกตัว โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าเครื่องยนต์จะมีอัตราการสึกหรอที่เพิ่มขึ้น หรือว่าจะมีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น
จะเห็นได้ว่า การบำรุงรักษารวมไปถึงการอัพเกรดระบบจุดระเบิดนั้น ช่วยทำให้เครื่องยนต์เผาไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นผลดีโดยตรงต่ออัตราการบริโภคน้ำมัน รวมไปถึงช่วยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์แล้ว การเผาไหม้ที่หมดจด ยังช่วยยืดอายุระบบกรองไอเสีย ทำให้เครื่องยนต์ทำงานที่ในช่วงความร้อนที่เหมาะสม รวมไปถึงช่วยรักษาคุณสมบัติของน้ำมันเครื่อง ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ในทางอ้อมอีกด้วยครับ
